เรียนต่อต่างประเทศ

ค้นหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษทั่วประเทศไทย

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

1
หลากหลายยี่ห่ออาหารน้องแมวเลยนะค่ะ ก่อนอื่นขออนุญาติแบ่งเป็นเกรดก่อนค่ะ
1 ) เกรด Commercial เป็นอาหารทั่วๆไป ใช้ของเหลือจากการผลิตอาหารคนมาทำเป็นอาหารสัตว์ ได้แก่พวกที่มีขายตาม supermarket ต่างๆเช่นยี่ห้อ “Tesco”,

2) เกรด Premium เกรดพรีเมียมจะราคาแพงกว่าเกรด commercial เพราะจะใช้วัตถุดิบดีขึ้นมาจากธรรมดา อาจจะใช้ By product บ้าง แต่หลักๆแล้ว แหล่งโปรตีน ควรจะมาจาก เนื้อสัตว์เป็นหลักแต่อาหารกลุ่มนี้จะต้องมี การ Guarantee ถึงปริมาณสารอาหารที่อยู่ในถุง และมีส่วนผสมครบถ้วนตามที่อ้างอิงไว้ทุกประการ มีการบอกอายุสินค้า (วันหมดอายุนั่นเองค่ะ)

3) เกรด Holistic อาหารเกรดนี้คือการใช้เนื้อสัตว์เป็นหลัก และเนื้อสัตว์ที่ใช้จะไม่ใช่วัตถุดิบเหลือจากการผลิต (By product) เช่น เนื้อไก่ก็เนื้อชิ้นๆ มาทำให้แห้งแล้วปรุง ไม่มีส่วนผสมของ หงอนไก่ ตูดไก่ กระดูกไก่ เครื่องในไก่ โดยการการันตี จะลึกกว่า ไม่วิเคราะห์แล้วโปรตีน มันหยาบไป นี่เลย เราเน้นที่ “กรดอะมิโน” ที่ร่างกายสัตว์จะได้จากการย่อยโปรตีน ว่าอาหารของเราเน้นแน่นอนว่าย่อยแล้วได้กรดอะมิโนที่สำคัญครบถ้วน มีการเติมสารอาหารที่เหมาะสม เช่นกลุ่ม DHT หรือโอเมก้า กรุ๊ปทั้งหลายทั้งปวง เติม prebiotic, probiotic ตามแต่บริษัทท่านจะสรรหามาให้ลูกค้าเลือกซื้อกันค่ะ

สิ่งต่อไปที่คุณควรรู้ก่อนจะอ่านฉลาก

อาหารสัตว์ในบ้านเรา มีทั้งผลิตในประเทศ และผลิตนอกประเทศ (นำเข้ามานั่นเอง) แต่สิ่งที่ต่างกันคือ อาหารสัตว์ที่นำเข้ามา จะมีการตรวจสอบโดย Association of American Feed Control Officials หรือ AAFCO ว่าอาหารสัตว์ยี่ห้อนั้นๆ มีรายละเอียดในถุง ตรงกับที่บ่งชี้ไว้ในฉลากอาหารหรือไม่ นัยว่าตรวจมาตั้งแต่อเมริกา ขึ้นเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาขาย แต่ของไทย ก็เหมือนจะมีการตรวจสอบเหมือนกัน โดยห้องวิจัยของแต่ละบริษัทตามลักษณะ QC นั่น แต่อย่านึกว่าอาหารผลิตในไทยจะไม่ดีไปซะหมด เท่าที่เคยใช้มาหลายยี่ห้อที่ผลิตในเมืองไทยถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุณภาพเหมาะสมกับราคาทีเดียว

ว่ากันต่อด้วยกลยุทธ์บนฉลากอาหารหมา อาหารแมว

ปกติในเว็บบอร์ดพวกสัตว์เลี้ยง เราจะเจอกระทู้ประมาณว่า “อาหารยี่ห้อไหนดีสำหรับน้องหมา น้องเหมียว” อยู่บ่อยๆ ปกติแล้วผู้บริโภคจะมีการซื้อสองแบบหลักๆ คือ

ถามเพื่อนหรือคนรู้จักเอาว่าอาหารยี่ห้อไหนดี แล้วก็เดินไปซื้อตามที่เพื่อนแนะนำมา ซึ่งจริงๆก็เป็นการเลือกที่ถูกต้องวิธีนึง แต่ก็อาจจะไม่ได้ดีไปทั้งหมด และอาจจะไม่ดีกับกระเป๋าของตัวเอง แต่บางครั้ง หลายยี่ห้อที่เพื่อนว่ามา เพื่อนเราก็จ่ายแพงเพื่อซื้อของคุณภาพ ธรรมดาเช่นกัน(ง่ายๆ ก็คือตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน) ดังนั้น ถ้าเกิดว่า ใครถามเพื่อนเอา ข้าม topic นี้ไปเลย เพราะ เราจะเน้นการอ่านฉลากและพิจารณาเอง



สิ่งที่ทาสแมวควรรู้ก่อนเลือกซื้อ อาหารแมว ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/อาหารแมว/
2
ใครที่รู้สึกเบื่อกับร้านเหล้าแนวนั่งชิล แล้วอยากหาร้านแนวแดนซ์ชวนเพื่อน ๆ ไปออกสเต็ปโชว์ลีลาการเต้นในจังหวะตื๊ด ๆ มึน ๆ อยู่ละก็ ลองมาดูผับแนว EDM ที่เราคัดมาฝากกันได้เลย รับรองว่าแต่ละที่นั้นสามารถปลุกอารมณ์คึกคักของคุณให้ตื่นจากภวังค์ได้ทันตาเห็นเลยทีเดียว !!

ร้าน Ztudio Live Hall

ถือเป็นอีกหนึ่งร้านที่เปิดเพลงเอาใจคอ EDM ขาแดนซ์สายตื๊ดเลยทีเดียว สำหรับ ” Ztudio Live Hall RCA” ซึ่งเหมาะกับกลุ่มคนที่ชื่นชอบปาร์ตี้กับกลุ่มเพื่อนแบบมันส์ ๆ ซึ่งทางร้านก็เอาใจลูกค้าเท้าไฟแบบเต็มอิ่มกับบรรดาศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศที่หมุนเวียนมามิกซ์เพลงให้เต้นกันกระจายทุกสัปดาห์ ตระการตาด้วยแสง สี เสียง สุดล้ำ รับรองว่ามาแล้วเต้นกันเมื่อยขาเลยล่ะ

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวันบริการ เวลา 20.00-24.00 น.
ที่อยู่ : Royal City Avenue กรุงเทพฯ (ตรงข้ามกับ RCA หรือ ร้าน Ibiza เก่า) กรุงเทพฯ

Safe House

Safe House แหล่งรวมขาแดนซ์แนว EDM ตัวจริง โดยภายในร้านออกแบบมาให้เป็น Dance Floor ขนาดใหญ่ ไม่มีเก้าอี้ แต่เพิ่มที่วางเครื่องดื่ม แล้วตกแต่งบริเวณเพดานด้วยหลอดไฟ LED ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง Tron จัดเต็มทั้งแสง สี เสียง ส่วนโซนเวทีของดีเจก็ยกสเตจขึ้นไปอีกหนึ่งสเต็ป เพื่อจะได้มองเห็นดีเจได้ถนัด งานนี้ใครที่อยากออกลีลาแดนซ์ก่อนกลับบ้านก็แวะไปมันส์กันที่นี่ได้เลย

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกเวลา 20.00-02.00 น.
ที่อยู่ : ทองหล่อ ซอย 10 (เอกมัย 5/1) ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ

DND Club (do not disturb)

คลับชื่อดังย่านทองหล่อ-เอกมัย (ตั้งอยู่ใกล้ร้านนั่งเล่น) ภายในร้านตกแต่งในสไตล์เก่า ๆ หน่อย แบบยุค 50 ออกแบบมาให้ดูโปร่งโล่งสบาย จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดนัก แบ่งโซนที่นั่งออกเป็น 2 ส่วน คือ โซนบาร์และโต๊ะภายในร้าน ส่วนแนวดนตรีของร้านเปิดทั้ง Trance, Electronic และ House สำหรับใครที่รักการเต้นไม่ควรพลาดเลยสำหรับร้านนี้





ผับเจ๋ง ๆ ในกรุงเทพฯ แดนซ์กันยับ ตื๊ดได้ทั้งคืน ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club
3
วันนี้เราจะมาแนะนำร้านในถนนข้าวสารว่ามีร้านไหนที่น่าสนใจกันบ้าง

1. Mulligans Irish Bar (มูลลิแกนส์ ไอริช บาร์)

ร้าน Mulligans Irish Bar เป็นร้านยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร้านนี้เป็นร้านอาหารกึ่งผับ ตกแต่งร้านแบบบ้านไม้โคโลเนียลสไตล์ยุโรป มีพื้นที่บาร์กว้างถึง 10 กว่าเมตรให้มานั่งชิลล์กัน และยังมีที่นั่งแบบอื่น ๆ ให้เลือกอีกมากมาย

อาหารที่นี่มีบริการทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ เครื่องดื่มที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย นอกจากนี้ทางร้านยังมีการจัดโปรโมชั่นเอาใจนักดื่มกับ โปรโมชั่น Happy Hours เอาใจนักดื่มกันถึง 2 รอบ คือตั้งแต่เวลาบ่าย 3 จนถึง 2 ทุ่ม และเวลาตี 2-ตี 4 พร้อมสนุกสนานไปกับแนวเพลงสากลมีทั้งแบบแสดงสดและเปิดแผ่น

ร้านตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของ Buddy Lodge เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด นอกจากนั้นหากลูกค้าท่านไหนจัดหนักกลับบ้านไม่ไหว ทาง Buddy Lodge ยังมีห้องพักให้บริการอีกด้วย

2. Brick Bar (บริค บาร์)

ร้าน Brick bar อีกหนึ่งร้านยอดฮิต แนวเพลงของร้านนี้ เน้นไปทางแนวเร้กเก้ แนวสกาวาไรตี้ ที่มีทั้งแบบเปิดแผ่นและแสดงสด มีวงเจ๋ง ๆ มาสลับสับเปลี่ยนกันไป วันละ 3 วง เหมาะสำหรับขาแดนซ์ทั้งหลายที่ชื่นชอบดนตรีแนวนี้

สไตล์การตกแต่งของร้านจะเป็นสไตล์เวสคันทรี่ เป็นการตกแต่งด้วยอิฐแดงเป็นส่วนใหญ่ตามชื่อของร้าน มีพื้นที่บาร์และมุมที่ให้เลือกนั่งได้อย่างสบาย และยังมีโต๊ะแบบยืนไว้สำหรับขาแดนซ์อีกด้วย

ร้านตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ของ Buddy Lodge เปิดให้บริการ 19.00-01.30 น. เปิดให้บริการทุกวัน ขอบอกว่าร้านนี้สายแดนซ์ห้ามพลาด

3. Bangkok Bar (บางกอก บาร์)

ร้านยอดฮิตเก่าแก่อีกร้านหนึ่งในย่านถนนข้าวสาร เนื่องจากร้านนี้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าและนักท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลายรูปแบบ โดยมีให้เลือกทั้งแบบโซน out door มี 2 ชั้นให้นั่งทานอาหารฟังเพลงชิลล์ ๆ หรือจะขยับเข้าไปในโซน in door ที่จะมี DJ มาเปิดเพลงสลับกับวงดนตรีสดแบบ full band เรียกว่ามาร้านเดียวได้รับความบันเทิงที่หลากหลายจริงๆ

ร้านตกแต่งสไตล์ oriental มีการตกแต่งด้วยโคมไฟหลายรูปแบบสีสันสดใส ฝาผนังตกแต่งด้วยรูปภาพ เฟอร์นิเจอร์ภายในร้านก็จะเน้นสีสันที่สดใสหลากหลายสไตล์ ท่ามกลางสวนและน้ำพุเล็กๆภายในร้าน นอกจากนี้ยังอิ่มอร่อยไปกับอาหารนานาชาติมากมาย

ร้านเปิดให้บริการ วันจันทร์-วันพุธ 18.00-02.00 น. วันพฤหัสบดี 18.00-02.30 น. วันศุกร์-วันเสาร์ 18.00-03.00 น. และวันอาทิตย์ 18.00-14.00 น.
นี่

4. The Club (เดอะคลับ)
The club เป็นอีกหนึ่งร้านในตำนานของถนนข้าวสาร ร้านนี้จะเน้นเปิดเพลงแบบเปิดแผ่นแนวเพลงทีเปิดก็จะมีหลากหลายแนว อาทิ Electronic dance, Electro, Progressive, House, Trance ฯลฯ มีบูธ DJ และ Dance floor ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ตกแต่งสไตล์ Modern นอกจากนี้ยังมีแสงไฟเลเซอร์และ smoke machine ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้กับขาแดนซ์อีกด้วย

เมนูอาหารของทางร้านจะเป็นพวกอาหารทานเล่นซะส่วนใหญ่ จะเน้นไปที่ความหลากหลายของเครื่องดื่มมากกว่า ดังนั่นถ้าใครกลัวหิวก็ควรแวะหาอะไรทานรองท้องมาก่อนจะดีกว่า


ผับในย่านถนนข้าวสารที่คุณควรไปเยือนซักครั้ง ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club
4
ทำความสะอาด กำจัดไขมัน กำจัดกลิ่น เสริมการบำบัดน้ำเสีย
เริ่มต้นง่ายๆด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ทำความสะอาด กำจัดกลิ่น กำจัดไขมันอุดตัน กำจัดคราบไขมัน
ไม่มีเคมีที่เป็นอันตราย

ย่อยสลายสิ่งสกปรก ไขมัน น้ำมัน และ เสริมประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสีย
โรงแรม รีสอร์ท เพื่อสิ่งแวดล้อม | Green Hotel Green Resort | เริ่มต้นง่ายๆด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ | ทำความสะอาด | กำจัดกลิ่น | กำจัดไขมันอุดตัน | กำจัดคราบไขมัน | ไม่มีเคมีที่เป็นอันตราย | ย่อยสลายสิ่งสกปรก | ย่อยสลายไขมัน | ย่อยสลายน้ำมัน | เสริมประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสีย | กำจัดตะกรัน | กำจัดตะไคร่น้ำ
ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ้งแวดล้อม ขอเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนช่วยให้ โรงแรม รีสอร์ท และ แหล่งท่องเที่ยว
ดำเนินงานได้ตามมาตรฐานโรงแรมใบไม้เขียว

คุณพบปัญหาเหล่านี้หรือไม่

กลิ่นเหม็นจากโถสุขภัณฑ์ ที่แก้ไม่หาย | คราบตะกรัน เมือกสะสมอุดตันในโถสุขภัณฑ์ | กลิ่นเหม็นจากท่อพื้นห้องน้ำ/floor drain | กลิ่นเหม็นจากบ่อเกรอะ | น้ำเสียเกินมาตรฐาน | กลิ่นเหม็นหืนจากพื้นครัว โรงอาหาร | คราบไขมัน เมือกไขมัน อุดตันท่อระบายน้ำ | กลิ่นเหม็นจากบ่อดักไขมัน | ท่อน้ำทิ้งอุดตัน น้ำล้นเจิ่งนอง บริเวณพื้นครัว | น้ำเสียเกินมาตรฐาน (ค่าไขมันสูง,ค่าซี.โอ.ดี.สูง) | FOG COD BOD เกินกำหนด

โรงแรม รีสอร์ท อพาร์ทเม้นท์ และ ที่พักอาศัยของคุณ มีปัญหาเหล่านี้หรือไม่?
กลิ่นเหม็น! จากห้องน้ำ โถสุขภัณฑ์ ที่แก้ไม่หาย
กลิ่นเหม็น! จากท่อพื้นห้องน้ำ/ floor drain
กลิ่นเหม็น! จากบ่อดักไขมัน
กลิ่นเหม็น! จากบ่อเกรอะ
กลิ่นเหม็น! จากขยะ
กลิ่นเหม็นหืน! จากพื้นครัว โรงอาหาร
คราบไขมัน เมือกไขมัน อุดตันท่อระบายน้ำ
คราบไขมัน คราบตะกรัน เมือกสะสม
อุดตันในโถสุขภัณฑ์
ท่อน้ำทิ้งอุดตัน น้ำล้นเจิ่งนอง บริเวณพื้นครัว
แมลงวัน แมลงสาบ พบมากในห้องครัว
น้ำยาทำความสะอาดกัดมือ, กลิ่นฉุนจากสารเคมีในน้ำยาทำความสะอาด
ค่าน้ำเสียเกินมาตรฐาน /ค่าไขมัน F.O.G/
ค่าสารอินทรีย์ในน้ำ B.O.D,C.O.D สูง
สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายจากการใช้
น้ำหอมปรับอากาศและสารเคมี
คุณแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร

ใช้น้ำยาทำความสะอาดเพิ่มขึ้น | ใช้น้ำยาเคมีเพิ่มขึ้น | ใช้สเปรย์น้ำหอมขจัดกลิ่น | ติดตั้งอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรค (เทียม) | ติดตั้งอุปกรณ์ดับกลิ่นหัวน้ำหอม | หาผง E.M ขจัดกลิ่น | หาน้ำ E.M ขจัดกลิ่น | ใช้งูเหล็กทะลวงท่อ | ตัด/ต่อท่อน้ำใหม่ บริเวณอุดตัน | ใช้น้ำร้อน โซดาไฟ กำจัดไขมัน



ง่ายๆด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ทำความสะอาด กำจัดกลิ่น กำจัดไขมันอุดตัน  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/วิธีบำบัดน้ำเสีย/
5
สูตรสำหรับบำบัดน้้าเสีย

1 ลิตร ขยายได้ 1,000 ลิตร ใช้ได้กับน้ำเสีย 100-300 ลูกบาศเมตร (100,000 – 300,000 ลิตร)

เพื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิตไม่น้อยกว่า 1.0 x 109 cfu/ml

คุณประโยชน์

สูตรสำบำบัดน้ำเสีย เป็นจุลินทรีย์นาโนชนิดหัวเชื้อเข้มข้นหลากสายพันธุ์ที่ใช้เทคโนโลยีจุลินทรีย์ขั้นสูงประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์หลายพันล้านตัว จุลินทรีย์จะทำหน้าที่เพื่อย่อยสลาย สิ่งปนเปื้อนที่ปล่อยมาจากขบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดยการย่อยสลาย ไขมัน แป้ง น้ำตาล และ เศษเนื้อ เศษอาหาร และอื่นๆ ทำให้น้ำสะอาดและไม่มีกลิ่นเหม็น ช่วยลดตะกอนตกค้าง และพลังงานไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์ในการปั่นน้ำ ก่อนที่จะปล่อยน้ำออกไปสู่ระบบตามธรรมชาติ

ประกอบด้วยจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ประโยชน์ที่สำคัญ ดังนี้

– จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงผลิตออกซิเจน (Oxigenic photosynthetic organics)

– จุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติก (Lactic Acid Bacteria)

– จุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน (Nitrogen Fixing Bacteria)

– ยีสต์ (Yeasts)

– จุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัส (Bacillus)



หัวเชื้อจุลินทรีย์ เข้มข้นสูตรบำบัดน้ำเสียในโรงงานอุตสาหกรรม ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/หัวเชื้อจุลินทรีย์/
6
การใช้งานไมแอ็ค ใช้ในแหล่งน้ำขัง น้ำนิ่ง หรือแหล่งน้ำที่มีสีเขียวเข้ม มีการบลูมหรือการแพร่กระจายของส่หร่ายมากกว่าปกติ ใชช้ได้ทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติ บ่อน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม บ่อพักน้ำสำหรับทำน้ำประปา บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร และการประมง เช่น บ่อเลี้ยงกุ้ง บ่อเลี้ยงปลา

คุณสมบัติและข้อเด่นที่เหนือกว่า
1. ปรับสภาพสีน้ำเขียวเข้ม ภายในสระน้ำ คู คลอง ให้เป็นสีเขียวอ่อน หรือสีน้ำตาลตามธรรมชาติ ได้รวดเร็ว เห็นผลชัดเจน คุณสมบัติที่โดดเด่น คือ ในไมแอ็ค ไม่ได้มีเพียงจุลินทรีย์ แต่มีสารประกอบชีวภาพที่ทำหน้าที่เหมือน Flocculant ช่วยรวบรวมให้สารอินทรีย์รวมตัวตกตะกอน จึง ปรับสภาพน้ำให้ใสได้ง่าย ขจัดปัญหาน้ำขุ่น อันเกิดจากสารแขวนลอยของสารอินทรีย์ ทั้งในแหล่งน้ำ คู คลอง หนอง บึง สระน้ำ หรือ บ่อเลี้ยงปลา ทั้งขนาดเล็กและใหญ่

2. เร่งการ ย่อยสลายของเสีย ควบคุมสมดุลของสาหร่ายสีเขียว และ สาหร่ายสีน้ำตาล (Diatom) ป้องกันการแพร่ขยาย หรือ การ Bloom ของสาหร่าย โดยปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ในไมแอ็ค ที่มีฤทธิ์เป็นประจุบวก และสร้างสาร (Anti-Algae) ทำลายผิวเซลล์ของสาหร่าย ทำให้สาหร่ายตายในที่สุด และทำการย่อยสลายเศษ
ซากสาหร่ายเพื่อไม่ให้หมักหมม

3. ปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง (pH) ให้เหมาะสม กำจัดแอมโมเนีย จุลินทรีย์และสารชีวภาพในไมแอ็ค สามารถสร้างอิออน ทั้งอิออนลบ OH- และอิออนบวน H+ มีคุณสมบัติเสมือนบัฟเฟอร์ สามารถปรับ pH ค่าพีเอช ให้เป็นกลาง และจุลินทรียในไมแอ็คสามารถใช้สารประกอบไนโตรเจนเป็นแหล่งอาหารและแหล่งพลังงาน สามารถลดปริมาณธาตุอาหารของสาหร่ายได้เร็ว สร้างสภาวะไม่เหมาะสมกับการเติบโตของสาหร่าย

4. แก้ไขและป้องกันการเกิดแก๊สพิษ เช่นไนไตรท์ (Nitrite) , ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) กลไกการทำงานของไมแอ็ค จะเกิดกระบวนการทั้ง nitrification และ denitrification สามารถกำจัดสารอนินทรีย์กลุ่มไนไตรท์ได้เร็ว และสามารถใช้แหล่งพลังงานจากก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า ที่มีกลิ่นเหม็นให้เปลี่ยนเป็นไม่มีกลิ่น ลดการสร้างมลภาวะให้กับน้ำ โดยลดปริมาณทั้งไนโตรเจน และ ซัลเฟอร์ ในน้ำได้อย่างต่อเนื่อง



กำจัดสาหร่าย “สาหร่ายสีเขียวและสีน้ำตาล” ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/กำจัดสาหร่าย/
7
มีคำถามว่า ทำไมจึงต้องเลือกใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์คัดเลือกสายพันธุ์ คำตอบคือเชื้อจุลินทรีย์คัดเลือกสายพันธุ์จะมีชื่อและชนิดสายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพราะจุลินทรีย์ในแต่ละชนิดจะมีประวัติ รวมถึงวิธีการสร้างพลังงานการร่วมมือกันในแต่ละหน้าที่ของเชื้อสายพันธุ์ และเชื้อแต่ละชนิดเหล่านั้นเป็นเชื้อที่ไม่ก่อโรคและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ข้อสำคัญที่สุดคือมีผลงานทางภาควิชาการให้การยอมรับและมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั้งในวงการแพทย์ ยา อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มอื่นๆรวมถึงสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเราต้องการเชื้อแบคทีเรียที่ใช้ย่อยสลายไขมันในบ่อดักไขมันที่มีคาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีนการคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์จะใช้กรดไขมันเป็นพลังงานเพื่อที่จะผลิตหรือขับถ่ายสารอะไมเลสเพื่อทำลายลงคาร์โบไฮเดรตรวมถึงพวกเขาสามารถขับถ่ายสารโปรตีเอสที่จะทำลายโปรตีนจึงทำให้เกิดโมเลกุลขนาดเล็กและจะมีการเผาผลาญซ้ำๆโดยแบคทีเรียในขณะเดียวกันโมเลกุลของไขมันที่มีอยู่จะถูกแบคทีเรียที่สามารถผลิตเอนไซม์ไลเปสเพื่อทำลายไขมันลงรวมถึงกลีเซอรอลและกรดไขมัน นั้นคือเหตุผลว่าทำไมการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่ใช้ส่วนใหญ่จะเลือกสายพันธุ์ Pseudomonas เพราะพวกเขาสามารถที่จะผลิตเอนไซม์ไลเปส แต่ก็มีสายพันธุ์ Bacillus บางสายพันธุ์ที่มีความเหมาะสมเชื้อเช่น Bacillus thuringiensis ที่ผลิตเอนไซม์ไลเปส ได้แต่ขณะเดียวกันปัญหาที่พบคือส่วนใหญ่สายพันธุ์ Bacillus ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากกรดไขมันที่เกิดขึ้นในบ่อไขมัน แต่สายพันธุ์ Pseudomonas sp,นั้นสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากกรดไขมันเป็นแหล่งคาร์บอนและพลังงานและพวกเขาสามารถเจริญอยู่ได้ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน เช่นเดียวกันน้ำหมักชีวภาพที่ไม่สามารถระบุถึงเชื้อชนิดสายพันธุ์ที่มีอยู่ถึง 80 ชนิดทั้งชนิดแกมลบที่ให้โทษและแกมบวกแบคทีเรีย เชื้อรา อื่นๆหรืออาจมากกว่านั้นและกว่าที่พวกเขาจะได้แสดงประสิทธิภาพเชื้อที่มีอยู่ก็มีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็วในบรรจุภัณฑ์หรือตายลงด้วยสภาพของการขาดสารอาหาร แสง อากาศ รวมถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม

ข้อควรปฏิบัติในการเลือกใช้เชื้อจุลินทรีย์

1.ต้องทำความเข้าใจถึงชนิดของเชื้อสายพันธุ์จุลินทรีย์และขั้นตอนการผลิต
2.ควรทำการเลือกใช้แผนงานหรือวิธีการทดสอบคัดเลือกเชื้อสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่ให้ผลได้ตรงตามความต้องการและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
3.การใช้อัตราส่วนของเชื้อจุลินทรีย์กับสภาพปัญหาต่างๆ ก็ควรที่จะได้รับการทดสอบเพื่อหาข้อสรุปในอัตราส่วนที่เหมาะสมโดยทั่วไปจะเริ่มจากมากไปหาน้อยและควรทำการบันทึกข้อมูลที่ได้จากใช้เชื้อในแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้น

4.ทุกครั้งที่ใช้เชื้อจะต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือ แว่นตา บรรจุภัณฑ์ต่างๆที่ใช้แล้วควรทำลายหรือฆ่าเชื้อทุกครั้งก่อนนำมาใช้ใหม่และให้ห่างจากมือเด็ก



จุลินทรีย์ชีวภาพ การเลือกใช้เชื้อจุลินทรีย์ที่เหมาะสม ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/จุลินทรีย์ชีวภาพ/
8
สูตรและวิธีการทำผลิตภัณฑ์สปา “น้ำยาเอนกประสงค์สูตรน้ำหมักชีวภาพผลไม้รสเปรี้ยว” มรดกทางภูมิปัญญาของไทย:

มีคุณสมบัติเด่นคือ มีความเป็นกรดสูงใช้สำหรับการทำความสะอาดในรูปแบบต่างๆ ได้ดี ใช้ได้ทั้งล้างจาน ซักผ้า ขัดห้องน้ำ ล้างรถ ถูบ้าน ล้างเช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ทำจากทั้งจากโลหะหรืออโลหะ ฯลฯ ข้อดี ก็คือค่อนข้างจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะมีจุลินทรีย์ชนิดดีจากน้ำหมักผลไม้รสเปรี้ยวเป็นตัวช่วยย่อยสลายและขจัดสิ่งสกปรกทั้งสารเคมี สีและกลิ่น เช่น ถ้านำไปซักผ้า จะช่วยป้องกันเชื้อราได้ ขัดห้องน้ำก็จะช่วยกำจัดกลิ่นได้ น้ำที่เหลือจากการล้างจาน ซักผ้า ก็สามารถนำไปรดต้นไม้ ช่วยย่อยสลายสารอาหารในดินให้เป็นปุ๋ยต่อไปได้อีก นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตก็ถือว่าต่ำมาก สามารถทำใช้ได้เองอย่างง่ายๆ รวดเร็ว …

ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์สปา
“น้ำยาเอนกประสงค์สูตรน้ำหมักชีวภาพผลไม้รสเปรี้ยว” ประกอบด้วย
• Texopon N70 1 กิโลกรัม (สารที่ช่วยให้เกิดฟอง)
• เกลือป่น 1 กิโลกรัม
• น้ำหมักชีวภาพผลไม้รสเปรี้ยว 5 ลิตร
• น้ำเปล่า 10 ลิตร (ถ้าเป็นน้ำประปาควรตั้งผึ่งอากาศไว้ให้คลอรีนระเหยออกไปก่อนอย่างน้อย 1 วัน เพราะคลอรีนเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ อาจจะมีผลต่อจุลินทรย์ในน้ำหมักได้)
• กะละมังก้นเรียบ (ถ้าเป็นกะละมังก้นไม่เรียบจะทำให้การคนไม่ทั่วถึง น้ำยากับเกลือจะไปติดอยู่ในร่อง)
• ไม้พาย ถ้าหาไม่ได้ให้ใช้ไม้หรือทัพพีอะไรก็ได้

วิธีการทำผลิตภัณฑ์สปา
“น้ำยาเอนกประสงค์สูตรน้ำหมักชีวภาพผลไม้รสเปรี้ยว”
• เตรียมถังหรือขวดแก้วหรือภาชนะ
• เท Texopon N70 จำนวน 1 กิโลกรัม ลงในถังหรือขวดแก้วหรือภาชนะ ดังกล่าว
• เทเกลือ ผสมกับ Texopon N70 จากนั้นค่อยๆ คนไปในทางเดียวกัน จนสีขาวใสของ Texopon N70 เป็นสีขาวขุ่น
• เทน้ำหมักชีวภาพผลไม้รสเปรี้ยว โดยเวลาเท ให้เทเข้าหาด้านข้างภาชนะเบาๆ อย่าเทลงที่ตรงกลางภาชนะ เพราะจะทำให้เกิดฟอง
• จากนั้นค่อยๆ คนส่วนผสมอย่างช้าๆ ไปในทางเดียวกัน ให้เกิดฟองน้อยที่สุด
• หากข้นไป ให้เติมน้ำเปล่าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ
• รอให้ฟองยุบแล้วนำไปชั่ง ตวง และบรรจุใส่ขวดที่เตรียมไว้ พร้อมใช้งานหรือจำหน่ายต่อไป
หมายเหตุ- Texopon N70 สามารถหาซื้อได้ตามร้านที่ขายอุปกรณ์ทำสบู่หรือน้ำยาอเนกประสงค์ทั่วไป

“น้ำหมักชีวภาพผลไม้ จากผลไม้รสเปรี้ยว”
ส่วนผสมของ “น้ำหมักชีวภาพผลไม้ จากผลไม้รสเปรี้ยว” ประกอบด้วย
• ผลไม้รสเปรี้ยว (เลือกที่แก่จัดหรือสุกแต่ไม่เน่าเสีย-ใช้ทั้งเปลือก) 3 กิโลกรัม (มะกรูด มะนาว มะเฟือง สับปะรด ส้มป่อย)
• น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัม
• น้ำสะอาด 10 ลิตร (ถ้าเป็นน้ำประปา ควรผึ่งอากาศไว้ให้คลอรีนระเหยออกไปก่อน อย่างน้อย 1 วัน เพราะคลอรีนเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ อาจจะมีผลต่อจุลินทรย์ในน้ำหมักชีวภาพได้)

วิธีการทำ “น้ำหมักชีวภาพผลไม้ จากผลไม้รสเปรี้ยว”
• ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำสะอาดในถังพลาสติก คนให้น้ำตาลละลาย จากนั้นหั่นผลไม้รสเปรี้ยวให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในถังที่ละลายน้ำตาลไว้ คนให้เข้ากันควรเลือกใช้ถังขนาดที่เมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดแล้วเหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย (เหลือที่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) แล้วปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้ประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าจะนำน้ำหมักนั้นมาใช้ประโยชน์อะไร? เวลาจะใช้ ให้กรองด้วยผ้าขาวบาง เอาน้ำมาใช้ บรรจุใส่ขวดที่เตรียมไว้ พร้อมใช้งานหรือจำหน่ายต่อไป

• การหมักในระยะ 1-2 สัปดาห์แรกจะเกิดฟองอากาศขึ้นมาจำนวนมาก มีฝ้าสีขาวขึ้นที่ผิวด้านบนน้ำหมัก และมีกลิ่นหอมคล้ายไวน์ นั่นถือว่าการหมักได้ผลดี แต่ถ้าที่ผิวหน้ามีราสีดำขึ้นและมีกลิ่นเหม็นเน่า แสดงว่าเกิดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ตัวร้ายไม่ควรนำไปใช้งาน ถ้านำไปเททิ้งที่ใดที่นั่นก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่ามากๆ ไปนานเลย กลิ่นเหมือนส้วมแตก ถ้าเทบนลานปูนซีเมนต์ที่ถูกแสงแดดจัดๆ ส่องตลอดวันก็จะหายเหม็นเร็วขึ้นหน่อย แต่ก็มีบางคนนำไปใช้กำจัดวัชพืชโดยใช้ชนิดเข้มข้นฉีดพ่นไปบนใบวัชพืช ใบวัชพืชจะแห้งเหี่ยวเฉาตาย แต่ขอบอกว่า “เหม็นมาก” และเหม็นนานกว่าจะหาย และเมื่อวัชพืชตายแล้วต้องฉีดพ่นซ้ำด้วย EM เพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้ฟื้นกลับคืนมา


น้ำยาทำความสะอาด “น้ำยาเอนกประสงค์สูตรน้ำหมักชีวภาพผลไม้รสเปรี้ยว” ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาทำความสะอาด/
9
จุลินทรีย์หอม บ่อบำบัดน้ำเสียส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะยังไม่ค่อยสมบูรณ์แบบเท่าที่ควร เกิน 50% ขึ้นไป

ดังนั้นปัญหากลิ่นฟุ้งกระจายจากบ่อบำบัดน้ำเสียจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน น้ำฝนเข้าไปในระบบยิ่งทำให้กลิ่นแรงมากขึ้น ถึงแม้ระบบบำบัดน้ำเสียเป็นระบบที่ดีที่สุด ในบางครั้งยังประสบกับปัญหาระบบล้มเหลว กลิ่นจากบ่อบำบัดน้ำเสียก็เริ่มฟุ้งกระจายส่งกลิ่นไปทั่วบริเวณได้ น้ำเสียที่มีสารอินทรีย์เจือปน เช่น พืชผัก เนื้อสัตว์ แป้ง เป็นต้น เมื่ออยู่ในน้ำจะเกิดการเน่าเสียขึ้นได้ง่ายๆ

เมื่อสะสมนานๆเข้าจะเกิดปัญหากลิ่นเน่าเหม็นส่งกลิ่นไปทั่วบริเวณ และส่วนใหญ่ของเสียเหล่านี้ก็จะถูกทิ้งลงที่บ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นจึงเกิดปัญหากลิ่นเหม็นจากบ่อบำบัดน้ำเสียขึ้นนั่นเอง

จะแก้ไขปัญหาบ่อบำบัดน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นได้อย่างไร?

ในการแก้ไขปัญหาบ่อบำบัดน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นรบกวนบริเวณข้างเคียง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในปัญหานี้ก่อน น้ำที่เน่าเสียและเก็บไว้ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ถ้าเกิดจากสารอินทรีย์จำพวกพืชผัก แป้งและเนื้อสัตว์ ก็ต้องใช้จุลินทรีย์บำบัดย่อยสลายของเสียเหล่านี้ให้มีโมเลกุลขนาดเล็กลง เมื่อปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์สมบูรณ์กลิ่นเน่าเหม็นก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ปริมาณและความหนาแน่นของจุลินทรีย์ต้องมากกว่าปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นจริง การย่อยสลายของเสียจึงจะสมบูรณ์แบบ กลิ่นเน่าเหม็นจึงจะหายไปได้ ถ้าปริมาณและความหนาแน่นของจุลินทรีย์ไม่เพียงพอกับปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นจริง ( ของเสียหรือน้ำเสียมีมากกว่าปริมาณจุลินทรีย์ ) ปัญหากลิ่นเน่าเหม็นของบ่อบำบัดน้ำเสียก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิมต่อไป ดังนั้น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายและบำบัดน้ำเสียดับกลิ่นบ่อบำบัดน้ำเสีย ต้องเพิ่มหรือเติมปริมาณของจุลินทรีย์ให้ถึงและหมั่นเติมเป็นระยะๆ ตราบใดที่ของเสียและน้ำเสียเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

วิธีดับกลิ่นเหม็นจากบ่อบำบัดน้ำเสียด้วยน้ำยาดับกลิ่น(จุลินทรีย์หอม)

1. กรณีที่บ่อบำบัดน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นไม่วิกฤติมาก เติมจุลินทรีย์หอม ปริมาณไม่น้อยกว่า 1 ลิตร ต่อ น้ำเสียปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตร ( 1 คิว ) โดยการเติมในบ่อแรกที่รับของเสียและน้ำเสีย หรือ บ่อที่มีปัญหากลิ่นเหม็นฟุ้งกระจาย

2. กรณีที่บ่อบำบัดน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก ให้เติมจุลินทรีย์หอม ปริมาณ 3-5 ลิตร ต่อ น้ำเสีย 1 ลูกบาศก์เมตร การเติมจุลินทรีย์เหมือนในข้อ 1

ควรหมั่นเติมจุลินทรีย์ย่อยสลายเข้าไปในระบบ ( เติมจุลินทรีย์ลงในบ่อบำบัดน้ำเสียที่ส่งกลิ่นเหม็น )อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้งยิ่งเป็นการดีมาก เพราะจะทำให้จุลินทรีย์มีในระบบอยู่ตลอดเวลา ประสิทธิภาพในการย่อยสลายของเสียในบ่อบำบัดน้ำเสียก็จะยิ่งดีมากขึ้น ในการเติมในแต่ละครั้งไม่ควรเติมน้อยจนเกินไป ควรเติมให้พอกับปริมาณของเสียและน้ำเสียที่เกิดขึ้นจริง


แก้ไขปัญหาบ่อ บำบัดน้ำเสีย ส่งกลิ่นเหม็นได้อย่างไร? ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/
10
ใครที่มาเยี่ยมเยียนประเทศอังกฤษ หากมีโอกาสผมแนะนำให้ลองหาผับใกล้ๆ สักแห่งในช่วงเย็น แล้วเข้าไปนั่งดู ก็จะสังเกตเห็นได้ว่ามักจะมีคนมายืนดื่มเบียร์กันเต็มร้าน บางทีวันที่อากาศดีๆ นักดื่มทั้งหลายจะออกมายืนรับลม (และแดด) นอกร้านกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยจนชินตา

เมื่อต้นปี 2017 นี้ ได้มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ว่าการดื่มเพื่อเข้าสังคม (หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า social drinking) แบบพอดีๆ ไม่เมามายมากเกินไปของคนอังกฤษนั้น มีผลดีต่อการกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนพ้องและคนในชุมชน งานวิจัยนี้ใช้ผลจากการตอบแบบสอบถามของคนที่มาผับในประเทศอังกฤษ บวกกับการเฝ้าดูพฤติกรรมของนักดื่มเหล่านี้ เพื่อวิเคราะห์ว่าความถี่ในการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์กับสถานที่ที่พวกเขาเลือกเข้ามาดื่มนั้น มีผลต่อความสามารถในการเข้าสังคมและการมีสุขภาพจิตที่ดีของพวกเขาหรือไม่

ผลการวิจัยพบว่าคนอังกฤษที่ดื่มเพื่อเข้าสังคมมักจะมีเพื่อนสนิทที่สามารถพึ่งพาได้เมื่อมีปัญหา พวกเขายังมีความสุขกับชีวิต เชื่อว่าตนมีคุณค่า และเข้าอกเข้าใจผู้อื่นที่มีปัญหามากกว่าคนที่ไม่ดื่ม (อันนี้แค่ข้อมูลจากตัวอย่างที่สุ่มสำรวจเท่านั้น และไม่ได้แปลว่าคนที่ไม่ดื่มจะไม่มีความสุขกับชีวิตนะครับ) อีกทั้งพวกเขายังมีความผูกพันกับสังคมมากกว่าด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากแอลกอฮอล์กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้การดื่มพร้อมสนทนากับเพื่อนเก่าหรือเพื่อนใหม่ที่เจอกันในผับนั้น มีผลเทียบเคียงกับกิจกรรมการเข้าสังคมอื่น เช่น การร้องเพลง การหัวเราะ หรือการเต้นรำ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความผูกพันของคนในสังคมเป็นวงกว้าง

งานวิจัยยังเปิดเผยอีกว่าชาวอังกฤษที่เข้า community pub หรือผับเล็กๆ ที่อยู่ตามชุมชน จะมีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากกว่าคนที่เข้าผับใหญ่ๆ ในตัวเมือง เนื่องจากจำนวนคนในวงสนทนาจะมีขนาดเล็ก (โดยปกติแล้วจะไม่เกิน 4 คน) และก็เพราะวงสนทนาขนาดเล็กนั่นเองที่ส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยกันอย่างจริงจังนานกว่า และผู้ร่วมสนทนาสามารถมีส่วนร่วมได้มากกว่าการพูดคุยแบบผิวเผินตามผับใหญ่ในตัวเมือง ซึ่งมักจะมีคนจำนวนมากและขนาดวงสนทนาที่ใหญ่ นอกจากนี้คนที่มีผับ ‘ประจำ’ ที่ไปอย่างสม่ำเสมอ และรู้จักคนในผับกันเป็นอย่างดีนั้น มีส่วนทำให้มีความสุขและไว้ใจคนในชุมชนมากกว่าคนที่เลือกเข้าผับอย่างไม่จำเพาะเจาะจง

นอกจากนี้ยังอีกงานวิจัยเกี่ยวกับผับและการดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศอังกฤษอีกชิ้นหนึ่งที่นำเสนอผลใกล้เคียงกัน โดยทีมวิจัยของศาสตราจารย์ Ignazio Cabras จากมหาวิทยาลัย Northumbria University ในสหราชอาณาจักร ได้ศึกษาความสำคัญของผับต่อการกระชับความสัมพันธ์ของคนในเขตท้องถิ่นของประเทศอังกฤษ และพบว่าการมีอยู่ของผับกับความสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่นนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างสูงใน 248 ชุมชนที่ทำการสำรวจ และได้ผลใกล้เคียงกันแม้ว่าจะใช้ข้อมูลจากการสำรวจสองครั้งในช่วงเวลาห่างกันถึง 10 ปี

ผลจากงานวิจัยเหล่านี้ สอดคล้องกับการรณรงค์โดยองค์กร Campaign for Real Ale หรือ CAMRA ที่รณรงค์ให้รัฐบาลอังกฤษลดภาษีเบียร์ลง เนื่องจากภาษีเบียร์ที่สูงกำลังส่งผลให้จำนวนของผับในประเทศอังกฤษลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2015 มีผับเหลืออยู่ทั้งประเทศจำนวนทั้งหมด 52,750 แห่ง และมีอัตราการปิดตัวของผับสูงถึง 27 แห่งต่ออาทิตย์เลยทีเดียว ปัญหาการแยกตัวของผับกับโรงงานผลิตเบียร์และการคิดภาษีเบียร์ที่สูงในประเทศอังกฤษทำให้รายได้ของผับลดลง จนสุดท้ายต้องผันตัวไปทำกิจการโรงแรม บาร์ที่เน้นถ่ายทอดสดกีฬา หรือคาเฟ่ ในที่สุด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการดื่มเบียร์จะมีผลดีอย่างที่ได้เล่าให้ฟังกันแล้ว แต่ต้องอย่าลืมว่างานวิจัยทั้งสองนี้อยู่บนพื้นฐานของการดื่มแต่เพียง ‘พอดี’ และไม่มากเกินไป นอกจากนี้คนในประเทศอังกฤษ เช่น กรุงลอนดอนจะใช้บริการขนส่งมวลชน เช่น รถไฟใต้ดิน หรือรถบัส มากกว่าการเดินทางโดยการขับขี่รถยนต์ด้วยตนเอง



ผับ ของคนอังกฤษ หรือการดื่มเบียร์แบบผู้ดี จะเป็นศรีแก่ชีวิต? ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club